ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม :
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 5 ตุลาคม 2555
ร้านลอดช่องเก่าแก่ร้านหนึ่ง
ตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ชื่อ “สิงคโปร์” มีลูกค้าจำนวนมากที่ไปอุดหนุนเพราะติดใจในรสชาติ และเรียกชื่อร้านนี้ตามชื่อโรงภาพยนตร์ว่า “ลอดช่องสิงคโปร์” จนกลายเป็นที่มาของการขนานนามประเทศนี้ว่า
“ลอดช่อง” มาจนถึงทุกวันนี้ ลอดช่องร้านนี้ดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบันก็กว่า
70 ปีแล้ว เป็นร้านที่โด่งดังมานาน
และมีมาก่อนที่เกาะเล็กๆแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศไทยที่มีชื่อว่า “สิงคโปร์” จะได้รับเอกราชให้เป็นประเทศที่ปกครองตนเองได้
เมื่อปี พ.ศ.2508 เสียอีก
“ลอดช่องสิงคโปร์”นั้นเป็นของอร่อยที่มีไว้สำหรับ“กิน” ส่วน“สิงคโปร์ ลอดช่อง” นั้น เป็นประโยคของผมเอง เพราะผมจะชวนคุณผู้อ่านไป “ชม”ประเทศนี้ว่า เขา“ลอดช่อง กันอย่างไร”
ประเทศ“สิงคโปร์” เกิดใหม่เมื่อ 47
ปี ที่แล้ว
ไม่มีอะไรที่ส่อแววว่าจะพัฒนาให้เจริญขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ เพราะผู้คนยากจน มีหลายเชื้อชาติและไม่ค่อยจะลงรอยกันนัก
ส่วนโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ก็มีเพียงไม่กี่แห่ง ไม่มีแรงงานฝีมือ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆ
ไม่มีแม้กระทั่งน้ำจืดที่เพียงพอสำหรับประชาชนอุปโภคบริโภค ต้องสั่งน้ำดื่มและอาหารผลไม้มาจากต่างประเทศเกือบทั้งสิ้น
ใครจะคาดคิดว่าในช่วงเวลาเพียงชั่วอายุคนเท่านั้น
สิงคโปร์ได้ก้าวจากประเทศในกลุ่มที่สามของโลก มาเป็นประเทศในกลุ่มที่หนึ่งของโลก(From third to first world) ได้อย่างงดงาม
ตำนานการสร้างชาติ
จากประเทศที่ไม่มีอะไรเลย จนกลายเป็นประเทศที่ได้รับอันดับเครดิตในระดับ AAA สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน สูงกว่าทั้งญี่ปุ่นและเกาหลี
และเป็นประเทศเพียงไม่กี่แห่งในโลกเท่านั้น ที่ได้รับอันดับเครดิตในระดับนี้ และเมื่อมีการจัดอันดับความโปร่งใสในระดับนานาชาติครั้งใด
สิงคโปร์ ก็ติดอันดับสูงของโลกเสมอเช่นกัน ทิ้งประเทศอื่นในอาเซียนแบบไม่เห็นฝุ่น
ประเทศเพื่อนบ้านเรา
ที่สามารถสร้างชาติได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องราวที่น่า“ชม” และคำตอบนั้นก็ไม่ยากเลย
คือเมื่อเขาได้รับเอกราช และมองไปรอบด้านก็ไม่มีความพร้อมใดๆ แต่สิ่งเดียวที่พบว่าน่าจะมีค่าที่สุดเท่าที่มีอยู่ก็คือ“คน”นั่นเอง แม้จะยากจน ไร้การศึกษา ไร้ฝีมือ
แต่ก็ต้องเริ่มต้นจากตรงนี้นี่แหละ เมื่อคิดได้เช่นนั้น สิงคโปร์ จึงกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างชาติ
โดยเน้นการพัฒนาระบบการศึกษาเป็นหลัก บนพื้นฐานว่า “สร้างคน เพื่อให้คนสร้างชาติ”
ผมจินตนาการเอาเองว่า
ในวันแรกเริ่มนั้น ผู้นำของเขาคงมองออกไปรอบตัวแล้วรู้สึกคล้ายกับว่า
กำลังอยู่ในถ้ำที่มีแต่ความมืดมิด มีโจทย์ที่ท้าทายอยู่ว่า จะก้าวออกจากถ้ำไปสู่แสงสว่างอันสดใสภายนอกได้อย่างไร
ซึ่งเมื่อเขามองไปรอบๆ และเห็น“ช่องแสง”อยู่เพียงนิดเดียว เขาก็มองเห็นความหวังและมุ่งมั่นที่จะก้าวเดิน“ลอดช่อง”นั้นออกมาให้ได้ จนในที่สุดก็ออกมายืนได้อย่างสง่างาม
อย่างที่เราเห็นวันนี้
เหตุผลที่ผมกล่าวว่า
ประเทศสิงคโปร์นั้น “ลอดช่อง”ด้วยการพัฒนาคุณภาพคน ผ่านระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง ก็เพราะการศึกษาของสิงคโปร์ในวันนี้ ได้รับการยกย่องไปทั่วโลก นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2538 ซึ่งสิงคโปร์เพิ่งมีอายุเพียง 30
ปีเท่านั้น แต่ก็ปรากฏว่ารายงานของ Trends in International
Maths and Science Study (TIMSS) ได้จัดให้นักเรียนสิงคโปร์ติดกลุ่มประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดแห่งหนึ่งของโลกแล้ว และได้รับอันดับเช่นนี้ในการจัดอันดับครั้งต่อมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งในปี 2542 2547 และ 2550
ส่วนรายงานของ IMD World Competitiveness เมื่อปี
2550 ก็ได้จัดอันดับระบบการศึกษา “ที่มีความเพียบพร้อมสำหรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์”
และให้สิงคโปร์เป็นอันดับหนึ่งของโลก ฯลฯ ส่วนมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ NUS นั้น
เมื่อเดือนที่แล้ว ก็เพิ่งได้รับการจัดอันดับโดย QS World University
Ranking ให้อยู่ในอันดับ 25 แห่งแรกของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก
จากจำนวนที่จัดอันดับทั้งหมด 700 แห่ง สิงคโปร์ จึงเป็นประเทศที่ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นอย่างชัดเจนว่า
การศึกษาที่มีคุณภาพและความมุ่งมั่นของผู้บริหารประเทศ รวมทั้งความทุ่มเทอย่างจริงจังของครูบาอาจารย์
ฯลฯ สามารถนำประเทศก้าวกระโดด ออกจากความมืดมน ทะลุช่องที่มีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย
ออกมายืนยืดอกในสังคมระดับโลกได้อย่างสง่างาม
ปีพ.ศ.
2540 เมื่อเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง
สิงคโปร์เข้มแข็งที่สุด
จึงได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือประเทศอื่นๆในอาเซียน
หนึ่งในความช่วยเหลือนั้นคือการให้ทุน “ASEAN
Scholarships” แก่นักเรียนในชาติอาเซียน
เพื่อไปเรียนที่สิงคโปร์ ในยุคแรกๆ เด็กไทยที่ได้รับทุนหลายคน
ต่างอยากรู้ว่าเมื่อไปถึงสิงคโปร์แล้ว จะได้เข้าเรียนโรงเรียนอะไร เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ ก็ได้รับคำตอบว่า “ไม่ต้องกังวล
เพราะทุกโรงเรียนที่รัฐบาลจะส่งนักเรียนทุนไปเรียนนั้น คุณภาพดีเหมือนกันหมด”
ซึ่งนักเรียนทุนทุกคน ก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ
นักเรียนบางคนเล่าว่า
ครูให้การบ้านแบบไม่คำนึงว่านักเรียนจะต้องใช้เวลาในการทำการบ้านจนดึกดื่นเพียงใด บางคนบอกว่า
ทำเท่าไรก็ไม่หมด และที่เด็กไทยประทับใจก็คือ ความทุ่มเทเอาใจใส่ของคุณครู ซึ่งทำหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณอย่างแท้จริง
เช่น ขอให้นักเรียนสละเวลาพักกลางวันหนึ่งชั่วโมง ให้เหลือเพียงครึ่งชั่วโมง เพื่อที่ครูจะได้ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงนั้นสอนหนังสือพิเศษเพิ่มเติมให้
โดยครูเองก็ต้องสละเวลาอาหารกลางวันด้วย และไม่ได้รับค่าตอบแทนพิเศษใดๆ เป็นต้น
เด็กนักเรียนมัธยมในสิงคโปร์ จำนวนมากจึงสอบได้คะแนนวิชาต่างๆติดอันดับโลกเสมอ
แต่ก็อยากบอกด้วยว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ดีไปหมดทุกอย่าง เพราะการศึกษาชนิดเอาเป็นเอาตายและต้องทำคะแนนให้ได้สูงมากตลอดเวลาเช่นนี้
แม้จะทำให้สิงคโปร์ติดอันดับโลก แต่ก็ก่อให้เกิดความเครียดอย่างยิ่งยวดกับพ่อแม่และเด็ก
จนครอบครัวจำนวนมาก ไม่ประสงค์จะที่จะมีลูกเกินหนึ่งคน กลายเป็นว่า รัฐบาลต้องให้แรงจูงใจให้คู่สมรสมีลูกมากขึ้น
มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาขาดแคลนประชากรในอนาคต นอกจากนั้น การศึกษาแบบนี้ ยังทำให้ขาดการพัฒนาด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์
รวมทั้งสังคมขาดความสดใสและความมีชีวิตชีวา ปัจจุบันสิงคโปร์จึงต้องหันกลับมาเร่งรัดพัฒนาในด้านนี้ อย่างเร่งรัด
เมื่อเห็นว่า
ประชาชนของเขามีการศึกษาที่เข้มแข็งเช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะไปเปิดเว็บไซต์ของคณะรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อดูว่า“ผู้นำ”ของเขานั้น มีการศึกษาเช่นใด และพบว่าในคณะรัฐมนตรี 17 คนนั้น
นายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากเคมบริดจ์และปริญญาโทจากฮาร์วาร์ด
ส่วนรองนายกรัฐมนตรีสองคน ก็สำเร็จจากฮาร์วาร์ดทั้งคู่ โดยคนหนึ่งได้รับปริญญาตรีจากเคมบริดจ์
อีกคนหนึ่งได้รับจากแมนเชสเตอร์
ดูในระดับรัฐมนตรีก็พบว่า
คนแรกก็เป็นศิษย์เก่าเคมบริดจ์และฮาร์วาร์ด เช่นกัน อีกสองคนถัดมาสำเร็จจากแสตนฟอร์ด
ทั้งคู่ ที่เหลือมาจากเคมบริดจ์สองคน ฮาร์วาร์ดอีกสองคน เอ็มไอที หนึ่งคน LSE หนึ่งคน และ NUS อีก 4-5
คน นี้แหละครับ สรุปได้ว่า การศึกษาของคณะรัฐมนตรีสิงคโปร์นั้นอยู่ในระดับสุดยอดๆ แม้ผมจะไม่เชื่อว่าการศึกษาที่ดีจะทำให้คนเป็นคนเก่งและคนดีเสมอไป
แต่ก็เชื่อว่า คนที่สำเร็จการศึกษามาจากสถาบันระดับนี้ น่าจะเป็นคนที่มีปัญญาดี ส่วนจะทำงานเก่ง
และเป็นคนดีหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม
เมื่อมีการจัดอันดับนานาชาติในเรื่องความโปร่งใสครั้งใด ก็ปรากฏว่าประเทศนี้ได้รับอันดับในระดับสูงของโลกเสมอมา
จึงน่าจะอนุมานได้ว่า คณะรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ก็คงมีความใสสะอาดอยู่มากเช่นกัน พวกเขาจึงทำให้ประเทศได้รับอันดับความโปร่งใสสูงมากๆได้เช่นนี้
เมื่อคณะผู้นำประเทศมีคุณสมบัติทางการศึกษาเพียบเช่นนี้
ทั้งยังทำให้อันดับความโปร่งใสของประเทศติดอันดับโลกเสมอมา จึงพอเข้าใจได้ว่า เหตุใดประเทศที่เล็กนิดเดียว
มีประชากรหยิบมือเดียว มีเอกราชมาเพียงสี่สิบกว่าปีเท่านั้น จึงสามารถ“ลอดช่อง”ออกมาได้เร็ว
และไกล ถึงเพียงนี้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น