วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ลอดช่องสิงคโปร์ มีไว้กิน ...สิงคโปร์ ลอดช่องได้ น่าชม


ลอดช่องสิงคโปร์ มีไว้กิน ...สิงคโปร์ ลอดช่องได้ น่าชม

ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 5 ตุลาคม 2555

ร้านลอดช่องเก่าแก่ร้านหนึ่ง ตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ชื่อ สิงคโปร์มีลูกค้าจำนวนมากที่ไปอุดหนุนเพราะติดใจในรสชาติ และเรียกชื่อร้านนี้ตามชื่อโรงภาพยนตร์ว่า ลอดช่องสิงคโปร์ จนกลายเป็นที่มาของการขนานนามประเทศนี้ว่า ลอดช่องมาจนถึงทุกวันนี้  ลอดช่องร้านนี้ดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบันก็กว่า 70 ปีแล้ว เป็นร้านที่โด่งดังมานาน และมีมาก่อนที่เกาะเล็กๆแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศไทยที่มีชื่อว่า สิงคโปร์ จะได้รับเอกราชให้เป็นประเทศที่ปกครองตนเองได้ เมื่อปี พ.ศ.2508 เสียอีก 

 ลอดช่องสิงคโปร์นั้นเป็นของอร่อยที่มีไว้สำหรับกินส่วนสิงคโปร์ ลอดช่องนั้น เป็นประโยคของผมเอง เพราะผมจะชวนคุณผู้อ่านไป ชมประเทศนี้ว่า เขาลอดช่อง กันอย่างไร

ประเทศสิงคโปร์ เกิดใหม่เมื่อ 47 ปี ที่แล้ว ไม่มีอะไรที่ส่อแววว่าจะพัฒนาให้เจริญขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ เพราะผู้คนยากจน มีหลายเชื้อชาติและไม่ค่อยจะลงรอยกันนัก ส่วนโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ก็มีเพียงไม่กี่แห่ง ไม่มีแรงงานฝีมือ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆ ไม่มีแม้กระทั่งน้ำจืดที่เพียงพอสำหรับประชาชนอุปโภคบริโภค ต้องสั่งน้ำดื่มและอาหารผลไม้มาจากต่างประเทศเกือบทั้งสิ้น

ใครจะคาดคิดว่าในช่วงเวลาเพียงชั่วอายุคนเท่านั้น สิงคโปร์ได้ก้าวจากประเทศในกลุ่มที่สามของโลก มาเป็นประเทศในกลุ่มที่หนึ่งของโลก(From third to first world) ได้อย่างงดงาม 

ตำนานการสร้างชาติ จากประเทศที่ไม่มีอะไรเลย จนกลายเป็นประเทศที่ได้รับอันดับเครดิตในระดับ  AAA สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน สูงกว่าทั้งญี่ปุ่นและเกาหลี และเป็นประเทศเพียงไม่กี่แห่งในโลกเท่านั้น ที่ได้รับอันดับเครดิตในระดับนี้ และเมื่อมีการจัดอันดับความโปร่งใสในระดับนานาชาติครั้งใด สิงคโปร์ ก็ติดอันดับสูงของโลกเสมอเช่นกัน ทิ้งประเทศอื่นในอาเซียนแบบไม่เห็นฝุ่น

ประเทศเพื่อนบ้านเรา ที่สามารถสร้างชาติได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องราวที่น่าชม”  และคำตอบนั้นก็ไม่ยากเลย คือเมื่อเขาได้รับเอกราช และมองไปรอบด้านก็ไม่มีความพร้อมใดๆ แต่สิ่งเดียวที่พบว่าน่าจะมีค่าที่สุดเท่าที่มีอยู่ก็คือคนนั่นเอง แม้จะยากจน ไร้การศึกษา ไร้ฝีมือ แต่ก็ต้องเริ่มต้นจากตรงนี้นี่แหละ เมื่อคิดได้เช่นนั้น สิงคโปร์ จึงกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างชาติ

โดยเน้นการพัฒนาระบบการศึกษาเป็นหลัก บนพื้นฐานว่า สร้างคน เพื่อให้คนสร้างชาติ

ผมจินตนาการเอาเองว่า ในวันแรกเริ่มนั้น ผู้นำของเขาคงมองออกไปรอบตัวแล้วรู้สึกคล้ายกับว่า กำลังอยู่ในถ้ำที่มีแต่ความมืดมิด มีโจทย์ที่ท้าทายอยู่ว่า จะก้าวออกจากถ้ำไปสู่แสงสว่างอันสดใสภายนอกได้อย่างไร ซึ่งเมื่อเขามองไปรอบๆ และเห็นช่องแสงอยู่เพียงนิดเดียว เขาก็มองเห็นความหวังและมุ่งมั่นที่จะก้าวเดินลอดช่องนั้นออกมาให้ได้ จนในที่สุดก็ออกมายืนได้อย่างสง่างาม อย่างที่เราเห็นวันนี้ 

เหตุผลที่ผมกล่าวว่า ประเทศสิงคโปร์นั้น ลอดช่องด้วยการพัฒนาคุณภาพคน ผ่านระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง ก็เพราะการศึกษาของสิงคโปร์ในวันนี้ ได้รับการยกย่องไปทั่วโลก นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2538 ซึ่งสิงคโปร์เพิ่งมีอายุเพียง 30 ปีเท่านั้น แต่ก็ปรากฏว่ารายงานของ Trends in International Maths and Science Study (TIMSS) ได้จัดให้นักเรียนสิงคโปร์ติดกลุ่มประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดแห่งหนึ่งของโลกแล้ว และได้รับอันดับเช่นนี้ในการจัดอันดับครั้งต่อมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในปี 2542 2547 และ 2550 ส่วนรายงานของ IMD World Competitiveness เมื่อปี 2550 ก็ได้จัดอันดับระบบการศึกษา ที่มีความเพียบพร้อมสำหรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และให้สิงคโปร์เป็นอันดับหนึ่งของโลก ฯลฯ ส่วนมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ NUS นั้น เมื่อเดือนที่แล้ว ก็เพิ่งได้รับการจัดอันดับโดย QS World University Ranking ให้อยู่ในอันดับ 25 แห่งแรกของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก จากจำนวนที่จัดอันดับทั้งหมด 700 แห่ง  สิงคโปร์ จึงเป็นประเทศที่ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นอย่างชัดเจนว่า การศึกษาที่มีคุณภาพและความมุ่งมั่นของผู้บริหารประเทศ รวมทั้งความทุ่มเทอย่างจริงจังของครูบาอาจารย์ ฯลฯ สามารถนำประเทศก้าวกระโดด ออกจากความมืดมน ทะลุช่องที่มีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย ออกมายืนยืดอกในสังคมระดับโลกได้อย่างสง่างาม

ปีพ.ศ. 2540 เมื่อเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง สิงคโปร์เข้มแข็งที่สุด จึงได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือประเทศอื่นๆในอาเซียน หนึ่งในความช่วยเหลือนั้นคือการให้ทุน “ASEAN Scholarships” แก่นักเรียนในชาติอาเซียน เพื่อไปเรียนที่สิงคโปร์  ในยุคแรกๆ เด็กไทยที่ได้รับทุนหลายคน ต่างอยากรู้ว่าเมื่อไปถึงสิงคโปร์แล้ว จะได้เข้าเรียนโรงเรียนอะไร เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่ต้องกังวล เพราะทุกโรงเรียนที่รัฐบาลจะส่งนักเรียนทุนไปเรียนนั้น คุณภาพดีเหมือนกันหมดซึ่งนักเรียนทุนทุกคน ก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ

นักเรียนบางคนเล่าว่า ครูให้การบ้านแบบไม่คำนึงว่านักเรียนจะต้องใช้เวลาในการทำการบ้านจนดึกดื่นเพียงใด บางคนบอกว่า ทำเท่าไรก็ไม่หมด และที่เด็กไทยประทับใจก็คือ ความทุ่มเทเอาใจใส่ของคุณครู ซึ่งทำหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณอย่างแท้จริง เช่น ขอให้นักเรียนสละเวลาพักกลางวันหนึ่งชั่วโมง ให้เหลือเพียงครึ่งชั่วโมง เพื่อที่ครูจะได้ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงนั้นสอนหนังสือพิเศษเพิ่มเติมให้ โดยครูเองก็ต้องสละเวลาอาหารกลางวันด้วย และไม่ได้รับค่าตอบแทนพิเศษใดๆ เป็นต้น

เด็กนักเรียนมัธยมในสิงคโปร์ จำนวนมากจึงสอบได้คะแนนวิชาต่างๆติดอันดับโลกเสมอ แต่ก็อยากบอกด้วยว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ดีไปหมดทุกอย่าง เพราะการศึกษาชนิดเอาเป็นเอาตายและต้องทำคะแนนให้ได้สูงมากตลอดเวลาเช่นนี้ แม้จะทำให้สิงคโปร์ติดอันดับโลก แต่ก็ก่อให้เกิดความเครียดอย่างยิ่งยวดกับพ่อแม่และเด็ก จนครอบครัวจำนวนมาก ไม่ประสงค์จะที่จะมีลูกเกินหนึ่งคน กลายเป็นว่า รัฐบาลต้องให้แรงจูงใจให้คู่สมรสมีลูกมากขึ้น มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาขาดแคลนประชากรในอนาคต นอกจากนั้น การศึกษาแบบนี้ ยังทำให้ขาดการพัฒนาด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งสังคมขาดความสดใสและความมีชีวิตชีวา ปัจจุบันสิงคโปร์จึงต้องหันกลับมาเร่งรัดพัฒนาในด้านนี้ อย่างเร่งรัด 

เมื่อเห็นว่า ประชาชนของเขามีการศึกษาที่เข้มแข็งเช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะไปเปิดเว็บไซต์ของคณะรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อดูว่าผู้นำของเขานั้น มีการศึกษาเช่นใด และพบว่าในคณะรัฐมนตรี 17 คนนั้น นายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากเคมบริดจ์และปริญญาโทจากฮาร์วาร์ด ส่วนรองนายกรัฐมนตรีสองคน ก็สำเร็จจากฮาร์วาร์ดทั้งคู่ โดยคนหนึ่งได้รับปริญญาตรีจากเคมบริดจ์ อีกคนหนึ่งได้รับจากแมนเชสเตอร์

ดูในระดับรัฐมนตรีก็พบว่า คนแรกก็เป็นศิษย์เก่าเคมบริดจ์และฮาร์วาร์ด เช่นกัน อีกสองคนถัดมาสำเร็จจากแสตนฟอร์ด ทั้งคู่ ที่เหลือมาจากเคมบริดจ์สองคน ฮาร์วาร์ดอีกสองคน เอ็มไอที หนึ่งคน LSE หนึ่งคน และ NUS อีก 4-5 คน นี้แหละครับ สรุปได้ว่า การศึกษาของคณะรัฐมนตรีสิงคโปร์นั้นอยู่ในระดับสุดยอดๆ แม้ผมจะไม่เชื่อว่าการศึกษาที่ดีจะทำให้คนเป็นคนเก่งและคนดีเสมอไป แต่ก็เชื่อว่า คนที่สำเร็จการศึกษามาจากสถาบันระดับนี้ น่าจะเป็นคนที่มีปัญญาดี ส่วนจะทำงานเก่ง และเป็นคนดีหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการจัดอันดับนานาชาติในเรื่องความโปร่งใสครั้งใด ก็ปรากฏว่าประเทศนี้ได้รับอันดับในระดับสูงของโลกเสมอมา จึงน่าจะอนุมานได้ว่า คณะรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ก็คงมีความใสสะอาดอยู่มากเช่นกัน พวกเขาจึงทำให้ประเทศได้รับอันดับความโปร่งใสสูงมากๆได้เช่นนี้

เมื่อคณะผู้นำประเทศมีคุณสมบัติทางการศึกษาเพียบเช่นนี้ ทั้งยังทำให้อันดับความโปร่งใสของประเทศติดอันดับโลกเสมอมา จึงพอเข้าใจได้ว่า เหตุใดประเทศที่เล็กนิดเดียว มีประชากรหยิบมือเดียว มีเอกราชมาเพียงสี่สิบกว่าปีเท่านั้น จึงสามารถลอดช่องออกมาได้เร็ว และไกล ถึงเพียงนี้ 

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตัวอย่างการเขียนโครงการด้วย Logical Framework

การเขียนโครงการแบบเหตุผลสัมพันธ์

การเขียนโครงการแต่เดิมเรานิยมใชวิธีการเขียนโครงการแบบง่าย (Conventional method) ที่มักพบปัญหาในด้านการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมจากภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงได้มีการนำเสนอรูปแบบการเขียนเสนอโครงการแบบเหตุผลสัมพันธ์ที่แสดงความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผลที่นำมาจากแผนภูมิต้นไม้แห่งปัญหา (Problem tree) เพื่อช่วยให้การเขียนโครงการแสดงความสัมพันธ์ในเชิงที่เป็นเหตุเป็นผลแบบต่อเนื่องและประสานกันทั้งในแนวตั้ง (Vertical Logic) และตามแนวนอน (Horizontal Logic) ขององค์ประกอบที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของโครงการ โดยกำหนดเป็นรายละเอียดซึ่งแสดงในรูปของตาราง 16 ช่อง ( 4 X 4 Matrix )ในกรณีที่รวมเอากิจกรรมและปัจจัยไว้ในช่องเดียวกัน หรือในรูปของตาราง 20 ช่อง ( 5 X 4 Matrix )ในกรณีที่แยกกิจกรรมและปัจจัยไว้คนละช่อง มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม สามารถวัดได้ และสามารถนำไปสู่การบรรลุผลสัมฤทธิ์ได้ ซึ่งทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวจะเข้าใจภาพ รวมของโครงการทั้งหมดได้ง่ายและสะดวกสำหรับผู้บริหารหรือผู้พิจารณาตัดสินใจอนุมัติโครงการ ตลอดจนผู้ที่จะนำโครงการไปปฏิบัติ


Thinking and Doing School

โรงเรียนนักคิดนักปฏิบัติ- ก้าวต่อไปจาก Thinking School สอนให้คิด


การขับเคลื่อนโรงเรียนให้ออกจากรอบความคิดแบบเดิมๆ ของการเรียนการสอนที่เราคุ้นเคยจึงไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย เพียงความคิด ความปรารถนา ความตั้งใจของใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่จะเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวดในความหาญกล้านำการเปลี่ยนแปลงอันเกิดความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ และร่วมอุดมการณ์ของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง นักเรียนยุคใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 รวมทั้งภาคส่วนอื่นๆ ที่มีอุดมการณ์ร่วมกันในการรังสรรค์การศึกษาให้ก้าวผ่านสู่หลักชัยใหม่ เพราะในบริบทเดิม โรงเรียนได้เป็นเครื่องบั่นทอนสัญชาตญาณที่มีมาแต่กำเนิดของเด็กซึ่งก็คือความกระหายใคร่รู้ และเป็นพันธนาการของความคิด จากเด็กที่เคยมีชีวิตชีวา สดใส ร่าเริง มีจินตนาการอันเต็มเปี่ยม และช่างซักช่างถาม แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในระบบโรงเรียนเขาเหล่านั้นได้กลับกลายเป็นคนที่เฉื่อยชา ไร้ความกระตือรือร้น ขาดแรงขับที่จะรู้ จะคิด

จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะร่วมสร้างโรงเรียนของเราขึ้นมาใหม่ เป็นโรงเรียนที่สอนให้เด็กของเราคิด รู้จักคิด คิดเป็น และทำเป็น